วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562

แก้ปัญหา เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi Mijia Car Air Purifier หยุดทำงาน ...บอกเลย ง่ายนิดเดียว



วันนี้มาแนะนำวิธีแก้ปัญหาสำหรับท่านใดที่มีเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ Xiaomi Mijia Car Air Purifier หยุดทำงานกัน

เริ่มจากอาการคือ เมื่อท่านเปิดเครื่องจะได้ยินเสียงเครื่องติดปกติ (2 ปี๊บ) และมีไฟสีเขียว แต่...ไม่ถึง 1 วินาทีไฟสีแดงก็ติดขึ้น แล้วเครื่องก็ดับ ... งานเข้าล่ะสิ อะไรเสียหนอ จากคู่มือบอกว่า อาการแบบนี้คือ Fan Stop Working https://files.xiaomi-mi.com/files/mijia_car_air_purifier/Mijia%20Car%20Air%20Purifier%20EN.pdf

สาเหตุของปัญหา
จากการที่ได้ไปค้นหาในเน็ตอยู่พักนึงก็พบว่า อาจจะเป็นปัญหาเรื่องไส้กรองอากาศ ... เอ๊ะของก็ใหม่เพิ่งใช้ไม่นาน จะมีปัญหาอะไรหนอ 
สรุป ปัญหาเกิดจากโปรแกรม Mi Home ในมือถือเรานี่ล่ะครับ มันอาจจะทำงานผิดพลาดหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่โดยปกติแล้วมันจะมีการนับอายุการใช้งานไส้กรอง (เริ่มต้นนับ 100% และค่อยๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ) เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยน ก็ต้องเข้าเมนูไปกดปุ่ม Reset ให้กลับมา 100% เหมือนเดิม 
(แต่ไส้กรองรุ่นนี้ไม่มีชิป RFID แบบไส้กรองเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านของ Xiaomi นะครับ ดังนั้นจะใช้ไส้กรองเก่าหรือใหม่เครื่องไม่มีทางรู้ได้เลยครับ)

วิธีแก้ปัญหา
เปิดไฟเลี้ยงรถยนต์เอาไว้ ให้ตัวฟอกอากาศทำงาแล้วก็ดับไป ไม่ต้องสนใจ (เพราะมันยังเปิดการเชื่อมต่ออยู่ เพียงแต่ปุ่มไฟสถานะดับไป)
1. เปิดแอป Mi Home แล้วไปเลือกที่อุปกรณ์ฟอกอากาศที่เคย Add เอาไว้ (ถ้าไม่เคย Add เครื่องฟอกตั้งแต่ซื้อมาก็ทำการ Add ใหม่ได้เลยครับ ไม่ต้องกังวลใด ๆ) 
2. พอเชื่อมต่อได้แล้ว ก็ให้เข้าไปในเมนูที่อยู่ในปุ่มกลม ๆ ที่มีจุด
3. จุดเรียงกัน ... อยู่ด้านมุมขวาบน 3. เลือกที่เมนู Device Control แล้วก็เลื่อนลงมาหาปุ่มกด Reset Filter (ไส้กรอง) ใหม่ ให้ค่ากลับเป็น 100% อย่างเดิม (ในหน้านี้ท่านอาจจะเห็นว่าค่าอายุไส้กรองเหลือ 0% นี่เป็นเหตุให้เครื่องหยุดทำงาน)
4. กลับออกมาจากแอป ท่านก็เห็นว่าเครื่องฟอกอากาศทำงานปกติแล้ว หรือถ้ายังก็ลองดึงปลั๊กที่เครื่องออก แล้วเสียบใหม่ครับ

ปล. สิ่งที่ท่านควรทำอีกอย่างคือ การ Update Firmware ของเครื่องให้ทันสมัย โดยเข้าไปที่เมนู ... (สามจุด) แบบเดิม แล้วไปที่เมนู General Setting แล้วเลือก Check for Firmware Updates แต่มือถือท่านต้องต่อ Internet อยู่นะครับ เมื่อ Update เสร็จแล้ว เครื่องฟอกจะรีสตาร์ทตัวเองหนึ่งรอบเป็นอันเสร็จพิธี 

สิ่งที่ทำให้คนใช้ส่วนใหญ่ตกใจคือ ไฟแสดงการทำงานของเครื่องดับ ทำให้คิดว่า เครื่องดับสนิทจริง ๆ ไม่สามารถเชื่อมต่อได้ แต่จริง ๆ แล้วแค่ไม่ได้อยู่ใน Mode ทำงาน (พัดลมหมุน) เฉย ๆ

ความเห็นส่วนตัว เครื่องฟอกอากาศรุ่นนี้น่าจะพังยากอยู่เพราะมีแค่พัดลม ธรรมดากับไส้กรอง และก็แผงวงจรไว้ควบคุมความเร็วพัดลมกับเชื่อมต่อมือถือ (ซึ่งปกติไม่น่าพังง่าย) ตัวแปลงไฟและกรองไฟน่าจะทนอยู่ (ปกติรถยนต์ Volt จะไม่ค่อยนิ่ง แต่วงจรน่าจะจัดการเรื่องพวกนี้ได้ไม่ยาก) แต่ถ้าทำตกหล่นกระแทกกับพื้น อันนี้ก็ไม่ทราบละครับ 555+

ราคารุ่นนี้ ตอนนี้ในแอปช็อปปิ้งเหลือประมาณ 1,6xx บาท ผมว่าใช้ดีครับ กรองเร็วดี ฝุ่นในรถลดลงเยอะ เหมาะกับรถรุ่นเก่า ๆ หน่อย หรือรุ่นถูก ๆ ที่ไม่มีตัวไส้กรองฝุ่น (Filter) ในรถ (ลองหาข้อมูลรถท่านดู) แต่รถใหม่ ๆ หรือตัวกลาง ๆ ขึ้นมา น่าจะมีหมดครับ ก็เปลี่ยนไส้กรองอากาศในรถแทนก็ได้

หรือถ้าท่านคิดว่าตัวกรองในรถกรอง PM2.5 ไม่ได้ และเรื่องกลิ่นอีกนิดหน่อย ก็หาซื้อมาใช้ได้ครับ เพราะมันกรองได้เร็วมาก (ถ้าเปิด Mode manual แล้วปรับระดับแรงสุด แป๊บเดียวเห็นผลเลยครับ ทดลองดูเองได้ เช่น ไปที่ ๆ เป็นดินลูกรัง แล้วเปิดประตู ปิดแล้วฝุ่นยังลอยในรถ ให้เปิดเครื่องกรองแรง ๆ ก่อนเปิดแอร์ แค่ไม่กี่นาที (2-3 นาที) ฝุ่นหายเกลี้ยง) ก็ช่วยให้ระบบแอร์สะอาดขึ้น

แต่ไส้กรอง ของเครื่องฟอก Xiaomi ก็ราคาไม่ถูกไปกว่า ไส้กรองระบบหมุนเวียนอากาศในรถท่านหรอกนะครับ ตกราว ๆ 4xx บาท แต่ใช้ได้ยาวนานอยู่ (บริษัทเคลมไว้หลายพันชั่วโมงอยู่ครับ) และเปลี่ยนเองได้ง่าย ๆ

ข้อเสียของเครื่องฟอกอากาศในรถรุ่นนี้มี 3 อย่าง

1. เปลืองเงิน ต้องซื้อเพิ่ม (แต่ถ้ารถท่านไม่มีไส้กรองอากาศมาให้ หรือท่านไปที่ที่มีฝุ่นเยอะ ๆ ตลอดก็น่าซื้อครับ ตู้แอร์ท่านจะสุขภาพดีไปอีกยาว ๆ กลิ่นในรถก็จะดีตามครับ)

2. เปลืองช่องเสียบไฟ แต่ที่หัวของตัวเสียบไฟของเครื่องฟอกรุ่นนี้มีรู USB ให้เสียบต่อสายไฟได้นะครับ ไม่เสียเปล่า 

3. เกะกะ กินพื้นที่ เพราะตัวมันค่อนข้างใหญ่และยาว บางคันก็ติดตั้งไว้หลังที่พิงศีรษะเบาะคนขับหรือคนนั่งหน้า บางคันไว้ด้านหลัง ก็แล้วแต่สะดวก ส่วนเรื่องเสียง ไม่ได้ดังมากอะไรครับ พอกับเสียงแอร์ในรถท่านปกตินั่นแหละ


วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562

มือถือไปไหน ...ก้าวไวได้อีก มาลองดูกันครับ ว่าปัจจุบันมือถือเราไปถึงไหนกันแล้ว

https://www.slideshare.net/jonathanpeters99/the-evolution-of-the-mobile-phone


มือถือสมัยนี้ (ปี 2019) พัฒนาไปไกลจากแต่เดิมมาก ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาเร็วที่สุดด้านหนึ่งก็ว่าได้ มาดูฟีเจอร์เด่น ปัจจุบันกันบ้าง เริ่มตั้งแต่

 1. ขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้น จนถึง 6.xx" (จะใกล้ 7" เข้าไปทุกที ไม่นับพวก Phabet ที่เป็นลูกครึ่งแทบเล็ตที่ทะลุ 7" ไปนานแล้ว) 

2. ความละเอียดจอ มีแบบ 4K ไปแล้ว เลยระดับ Retina Display ไปไกลแล้ว และยังรองรับการเขียนด้วยปากกาซึ่งทำงานได้อย่างรวดเร็วเหมือนเอาปากกาเมจิกเขียนบนพื้นผิวกระจกจริง ๆ (ไม่ใช่บนกระดาษนะครับ)

3. เซ็นเซอร์แสกนลายนิ้วมือ ก็ไปอยู่ในหน้าจอแล้ว (ก่อนหน้านี้ก็มีแสกนใบหน้าแบบ 3D ไปแล้ว รวมถึงการแสกนรูม่านตาด้วย) รวมถึงเซ็นเซอร์อื่น ๆ ความกดดันอากาศ (ใช้บอกระดับความสูง) อัตราการเต้นของหัวใจ วัดอุณหภูมิ วัดทิศทาง วัดความเร่ง วัดระยะ (Proximity) วัดความสว่าง วัดสนามแม่เหล็ก (ใช้เรื่องเข็มทิศ) รวมไปถึง รับค่าสัญญาณ GPS (บอกตำแหน่งพิกัด)​และอื่น ๆ

 4. ลำโพงก็ย้ายไปอยู่ใต้จอกันบ้างแล้ว ส่วนเรื่องคุณภาพเสียงก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ

 5. ความเร็วของ CPU/GPU ก็ก้าวหน้าต่อเนื่องทุกปี จนจะแรงเท่า หรือแรงกว่า Notebook รุ่นล่าง ๆ เมื่อไม่กี่ปีก่อนแล้ว

 6. หน่วยความจำ Ram ก็ให้มาจัดเต็ม จนถึง 8GB กันแล้ว (เท่า Notebook ปัจจุบันเลยทีเดียว)

 7. ความจุไม่ต้องพูดถึง ไปถึง 512GB เท่า Notebook อีกเช่นกัน

 8. ตัวเครื่องก็สรรหาวัสดุเจ๋ง ๆ เช่น Ceramic, Glass หรืออื่น ๆ ที่ทำให้ดูพรีเมียม รวมถึงความทนทานที่เพิ่งขึ้นเช่น กระจก Gorilla Glass v.6 (ทนทานกว่า v.5 มากเป็นเท่าตัว) โอกาสตกแล้วจอแตกน้อยลงมาก

 9. เรื่องเด็ดสุดที่แข่งกันจริงจัง เป็นจุดขายกันทุกค่ายคือเรื่อง กล้องหลัง เป็นหลัก (กล้องหน้าไม่เท่าไหร่) มีกล้องกันถึง 4 ตัวไปแล้ว ได้แก่ 1) กล้องหลักความละเอียดสูงหลักหลายสิ้บล้านพิกเซล ที่รับค่าแสงได้กว้างขึ้นและถูกต้องมากขึ้น 2) กล้อง Ultra-wide กล้อง 3) กล้อง Zoom ซึ่งปัจจุบันก็ซูมแบบไม่เสียรายละเอียด หรือ Optical Zoom ไปได้ถึง 10X ส่วน Digital Zoom ช่วยต่อไปได้อีกจนถึง 50X กันเลยทีเดียว 4) กล้อง TOF (Time-of-Flight) เข้ามาช่วยเรื่องวัดระยะวัตถุให้ถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอได้

10. หาทางทำให้จอไม่มีติ่ง (ดูได้เต็มจอ)โดยการกำจัดกล้องหน้าออกไป วิธีที่ใช้กัน ได้แก่ การใช้ระบบ Slide (เลื่อนขึ้นลง) หรือ Pop-up (เด้งขึ้นมาแบบกล้องถ่ายรูปสมัยก่อน) ซึ่งอาจมีผลต่อความทนทานในการใช้งาน หรือนำพามาซึ่งปัญหาอื่น ๆ ได้

11. ระบบ Wireless Charging หรือการชาร์จไร้สาย ซึ่งปัจจุบันนอกจากชาร์จเข้าเครื่องแล้ว ยังใช้เครื่องมือถือไปชาร์จให้กับอุปกรณ์อื่นได้ด้วย เช่น หูฟัง หรือมือถือเครื่องอื่น และยังรองรับจำนวน Watt ในการชาร์จเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ชาร์จได้เร็วขึ้น

12. แบตเตอรี่น่าจะยังเป็นข้อจำกัดทียังทลายกันไปยังไม่สำเร็จ แต่ก็พยายามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนไปถึงระดับ 5,000 mAh กันไปแล้ว

13. สั่งงานได้ด้วยเสียง เช่น Siri, Cortana, Google Now... รวมถึงใช้สั่งงานเชื่อมต่อกับระบบ Smart ต่าง ๆ ได้เช่น Smart Home, Smart Car เป็นต้น

14. แอปในมือถือก็พัฒนากันไปไกลมากทำได้แทบทุกอย่าง ตั้งแต่ แปลภาษา ทั้งจากข้อความ และจากรูปภาพ รีโมทไปควบคุมคอมพิวเตอร์ระยะไกล และอื่น ๆ อีกมากมาย

15. ต่อออกจอ Monitor (จอคอม) ใช้แทน Notebook ได้เลย แม้จะไม่ Full Function ก็เถอะ แต่ก็ถือว่าใช้งานได้จริงระดับนึงเลย

16. หลายรุ่นกันน้ำกันฝุ่นได้ระดับ IP68 แล้ว คือ กันน้ำได้ลึกสูงสุด 1.5 เมตร นานสุด 30 นาที แต่ต้องไม่มีแรงดันเช่นน้ำตก เป็นต้น (มีบางรุ่นออกแบบมาเฉพาะกันได้มากกว่านี้ก็มี หรือกันกระแทกแบบ Military grade ก็ยังมี)

...อนาคตต่อไปอีก 5 ปี คิดว่า มือถือจะไปถึงไหนกัน จะทำอะไรได้อีกแค่ไหน ลองมาช่วยจินตนาการกันหน่อยไหมครับ 555+

(ผมก็ยังนึกไม่ออกตอนนี้ แต่ก็คิดว่าตลาดมือถือจะเป็นกลไกหลักส่วนนึงในการผลักดันเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าไปได้เร็วขึ้นในทุก ๆ ด้าน)


วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ลองเปลี่ยนจาก iPhone XS MAX ไปเป็น Samsung Galaxy Note 9 ผมเจออะไรบ้าง...มาดูกัน

https://www.techmoblog.com/iphone-xs-max-vs-samsung-galaxy-note-9-speed-test-comparison/


และแล้วก็ได้ฤกษ์ย้าย Line เป็นแอปสุดท้ายจาก iOS (XS Max) to Anroid(Note9) เป็นที่เรียบร้อย...ต่อไปอย่ามาว่าเป็นสาวก apple อีกนะ (อย่างอื่นของ Apple ยังอยู่ครบ) 555+

จากที่ได้ใช้ Note9 มาหลายวันมากก่อนที่จะตัดสินใจย้ายอย่างเป็นทางการ สรุปส่วนตัวได้ดังนี้ (Note9 vs XS-Max)

1. ภาพหน้าจอ iPhone สีดูเป็นธรรมชาติกว่า ส่วน Note9 จะสดๆ สวยคนละแบบ แต่ Note9 มีฟีเจอร์ Always On ซึ่งทำให้ไม่ต้องปิดหน้าจอ มีนาฬิกาแสดงอยู่ตลอดเวลาได้ ก็ไม่ได้กินแบตเท่าไหร่ นอกนั้นก็มีฟีเจอร์คล้ายกันคือตั้งได้เหมือน iPhone ว่าจะให้เอียงโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเปิดหน้าจอดูเวลา เตรียม unlock ...แต่ฟีเจอร์เคาะ ๆ หน้าจอ Note9 แล้วหน้าจอติดเนี่ย ไม่มีแล้วนะครัช สามารถใช้วิธีกดที่ปุ่ม Home ตำแหน่งตรงกลางล่างของเครื่องแรง ๆ ย้ำว่าแรง ๆ (เพราะจอ Note9 รับแรงกดได้หลายระดับ) จะเป็นการเปิดจอแทนการเคาะ ๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสะดวกกว่าไหม ส่วนตัวคิดว่า ok เพราะมีฟีเจอร์อื่นให้แล้ว

นอกนั้นรู้สึกว่าจอ Note9 แคบกว่า iPhone ชัดเจนมาก ยาวกว่าชัดเจน ยิ่งใส่เคสยิ่งยาวกว่า จอโค้งรู้สึกกังวลเรื่องการตกมากกว่า เพราะกระจก Note9 ได้ Gorilla v.5 ต่างจาก iPhone ที่ได้ Gorilla v.6 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าเท่าตัว พิสูจน์กันมาหมดละว่าตกไม่แตก ทนจริงอะไรจริง ไม่เหมือน Gorilla 5 ที่ยังแตกง่ายกว่าเยอะ

อีกสิ่งที่ตอนนี้ยังดีอยู่คือ หน้าจอ Note9 ยังไม่มีติ่งหูแบบ iPhone ทำให้รู้สึกสบายตาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเวลาเล่นเกม แต่เวอร์ชันหน้าได้ข่าวว่า Note10 น่าจะเจริญรอยราม S10 ซึ่งใช้จอ Infinity-O หรือจอเจาะรูได้ นึกจะเจาะตรงไหนก็เจาะ ก็อาจมีรูดำ ๆ มาให้รำคาญตาเหมือนมี Mega Dot Dead Pixel อยู่บนจอตลอดเวลา 555+ ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวคิดว่า มีขอบบางๆ แบบปัจุบันก็ไม่ได้แย่อะไร ทำไมต้องสุดขอบขนาดนั้นเลย แบบเจ้าอื่นทำชั้นต้องทำบ้าง จนล่าสุดมีทางแก้ให้แสดงผลได้เต็มจอที่หลากหลายทั้ง จอ slide แบบ Xiaomi Mi Mix3 หรือว่า กล้อง Popup เด้งขึ้นมาจากด้านบนไว้ถ่ายรูป ...อนาคตน่าจะมีมุกอื่นอีก แต่สิ่งที่ผมคิดว่าดีงามที่ Samsung ไม่น่าปล่อยให้ล้าหลังได้ (ซึ่งจะใส่มาใน S10 ละครับ) นั่นคือพวกระบบเสียงทั้ง Speaker และ ไมค์ ที่ไร้ลำโพงให้เห็น และการแสกนลายนิ้วมือบนหน้าจอจุดไหนก็ได้ แบบ Vivo หรือค่ายอื่นที่เปิดตัวกันไปซักพักใหญ่แล้ว (ส่วนกล้องกับเซ็นเซอร์อื่น ๆ ก็คงต้องหาที่ซ่อนกันต่อไป 555+ เพราะอย่างไรเสีย พวกมือถือขอบจอบาง ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีขอบ แต่มีแบบบางลงมาก เพราะถ้าไม่มีเลยเวลาตก หรือกระแทก คงตื่นเต้นน่าดูครับ)

(ไม่ใช่ Samsung งกนะ แต่ตอนเปิดตัว Note9 ตอนนั้น Gorilla v.6 ยังไม่เปิดตัว เลยไม่ได้ใช้ คิดว่ารอบการผลิตไม่ทันกัน นี่ก็อาจทำนายได้ขำขำว่า ปีต่อ ๆ ไป ถ้ากระจก Gorilla update เวลาเดิมทุกปี และ Note ออกเวลาเดิมทุกปีก็จะได้กระจกรุ่นห่วยกว่า iPhone ตลอดเวลาอยู่ 1 version 555+ คิดว่า Samsung ก็คงหาทางออกอยู่แหละ)

ส่วนเรื่องจอโค้งขอบมาก ๆ ผมไม่รู้สึกว่าจะมีความดีงามกว่าจอปกติแบบ iPhone ซึ่งก็มี curve ตรงขอบทุกด้านอยู่แล้ว แต่น้อยกว่า (รุ่นใหม่ ๆ มือถือตัวธงก็จอขอบโค้งหมดแล้วแต่ไม่มากเท่า Samsung) แต่กลับกัน ทำให้เกิดความรู้สึกกังวลว่า ถ้าดวงไม่ดี ตกไม่ถูก หรือกระแทกโดนโอกาสจอแตกมีสูงมาก (ก็มีคนมาโพสบอกในเว็บอยู่เนือง ๆ ซึ่งทั้งนั้นทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ใช้กระจก Gollira รุ่นเก่ากว่า iPhone นั่นเอง) เป็นดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Samsung ทำให้คนซื้อมาทุกคนต้องถามเรื่องว่าจะติดฟิล์มกันรอยหน้าจอยี่ห้อไหนดี ซึ่งก็ต้องแบบกระจก เพราะแบบ TPU แบบเดิม ๆ เวลาเขียนด้วยปากกาแล้วหน้าบนฟิล์มจะเป็นรอยกว่าจะคืนตัวใช้เวลานานมาก ทำให้ฟิล์มกระจกขอบโค้งมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วในหลายปีมานี้ (ทำให้คนขายร่ำรวยเพราะการที่ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ) จนมาเป็นแบบกาว UV ที่ติดทน สัมผัสลื่น ไม่มีปัญหายิบย่อยแบบรุ่นกาวขอบแบบเดิมที่สัมผัสไม่ค่อยติดบ้างล่ะ ฝุนเข้า หรือขอบเผยอบ้างล่ะ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาค่าตัวที่แพงขึ้นมาก และก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่แตก แต่ก็มีหลายเคสที่ผมฟังมาจากคนใกล้ตัวที่ใช้ Samsung จอโค้งว่า เครื่องตกฟิล์มกระจกไม่แตก แต่จอข้างในแตก ซึ่งก็ได้ยินมาหลายคน ส่วนรุ่นกาวเต็มรุ่นใหม่นี่ก็ดีครับราคาต่างจากรุ่นกาว UV ไม่มาก แต่ทั้ง 2 แบบติดตั้งเองได้ยากมากครับ ไม่แนะนำ เพราะต้องมีความชำนาญ เท่านี้ยังไม่พอ ทำให้คนกลัวตกต้องไปซื้อเคสที่ทนถึกป้องกันได้จริงมาใส่ ก็ส่งผลให้ UAG ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า (เป็นเคสที่ไม่สวยเท่าไหร่และแพง

มากมาย) ผมเองก็โดนค่าเสียหายรุนแรงมากจากทั้งฟิล์มกระจก UV และเคส 555+ บางคนอาจบอกว่า Case iPhone แท้แพงกว่าตั้งเยอะ ผมก็เห็นด้วย แต่ก็มีเคสทางเลือกไม่แพงตั้งเยอะนี่่นา ที่สำคัญคือคนใช้ไม่ต้องรู้สึกกลัวกับจอแตกขนาดนี้ ผมเชื่อว่า Samsung จะยังคงทำจอโค้งไปเรื่อย ๆ เพราะเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว ไม่ใช่ว่ามันดีงามมากมายขนาดนั้น

2. เสียงลำโพง เป็น stereo ด้วยกันทั้งสองรุ่น อันนี้ของบอกว่าหูใครก็หูใครครับ เทียบกันยาก แต่ปกติผมเป็นคนหูไวต่อความถี่สูง และไม่ชอบเสียงเบสจัด ๆ ลองเปิดเทียบกันที่เงียบ ๆ ก็พบว่า iPhone เสียงมีมิติดีกว่า และเบสตึบกว่า (ให้คนรอบตัวลองฟังก็สรุปได้ตรงกันว่าดีกว่าอย่างรู้สึกได้แต่ก็ไม่ได้มากมาย เรียกว่ายังอยู่ใน rank เดียวกัน แต่ถ้าอยู่ที่ดัง ๆ หน่อยก็อาจแยกแยะไม่ออก)

3. องค์ประกอบหลักอย่าง กล้อง ที่ไม่พูดถึงไมได้ ผมถ่ายสารพัดรูปในหลายองค์ประกอบแสง ก็พบว่า กล้อง iPhone XS Max ดีจริง แต่ไม่ได้เหมาะกับทุกกรณี มีหลายกรณีมากที่ไม่รอดเลย แบบตายน้ำตื่นจริง ๆ เช่น ระหว่างรถวิ่งอยู่ถ่ายรูปพระอาทิตย์จะตกตอนเย็นสีส้มอ่อนก็ไม่รอดเห็นเป็นอมยิ้มแบบเพี้ยนอย่างแรง หรือน่าแปลกใจกว่านั้นคือ ในห้องประชุมผมถ่ายรูปวิทยากรและไสดล์บนเวที ซึ่งมีไฟสีฟ้าส่องไปทางด้านหลังเวทีบนฉากหลังแบบไม่ได้สว่างเท่าไหร่ (เป็นไฟ LED เส้นสีฟ้าที่แต่งไว้ที่ขอบเวทีด้านหน้า) แต่ภาพที่ได้สีเพี้ยนกระจายมากจนทำให้ผมตกใจ ว่าทำไมมันกากได้อีก ขนาดแสงไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย รีบหยิบ Note9 ขึ้นมาถ่าย ก็ปกติดี เป็นต้น ส่วนถ่ายรูปคนเน้นหน้าชัดหลังเบลอ หรือถ่ายไฟตอนมืด ๆ หน่อย iPhone นี่ถือว่าสวยกว่าอย่างชัดเจน มีความละมุน มีความมีมิติ ซึ่งก็แล้วแต่คนชอบ แต่ต่างจาก Note9 อย่างชัดเจนมาก คนละอารมณ์กันเลย (เวลาดูต้องมาเทียบกันในคอมนะครับ ไม่ได้เทียบในหน้าจอมือถือด้วยกัน ดูกันไม่รู้เรื่อง หรือจะเทียบก็ต้องส่งรูปสลับเครื่องกันเปิดเทียบกัน เช่นดูทั้ง 2 รูปเทียบกันบนหน้าจอ iPhone หรือ Note9 ด้วยกัน ถึงจะเห็นความแตกต่าง เรื่องกล้องนี่ผมก็ไม่ได้โปร วิจารณ์มากไม่ได้ นี่ก็เล่าจากประสบการณ์แบบการใช้งานทั่วไปแบบบ้าน ๆ เน้น mode Auto กดเป็นถ่าย แค่นั้นเลยครับ

สรุปเรื่องกล้องผมว่าสูสีกัน แต่ Note9 จะรอดในเกือบทุกสภาพแสง ส่วน iPhone จะไม่รอดในหลายกรณี ถ้ามีโอกาสไปลองถ่ายเทียบกันดูครับ แล้วจะแปลกใจ 555+

ปล. อาการกล้องยื่นจากตัวเครื่อง เป็นอะไรที่เหมือนกับการยอมรับโดยดุษฎีไปแล้วว่าปกติ อยากได้กล้องดี เลนส์ต้องดี องค์ประกอบเลนต้องมีหลายตัว ก็หนาขึ้นโดยปริยาย ตอนนี้ iPhone เป็นมือถือที่เลนส์กล้องยื่นมากที่สุดแล้วมั้งครับ (อันนี้ไม่แน่ใจ) เจ้าอื่นก็พยายามเก็บ ๆ ให้ยื่นน้อยที่สุด หรือทำขอบเพื่อกันกระแทกเลนส์ออกมาหน่อยแบบ Note9 นี่ก็ด้วย แต่ก็ถือว่ายื่นน้อยมากใส่เคสแบบบาง ๆ ได้อยู่ (สิ่งที่กินพื้นที่มากสุดในมือถือคือ แบตเตอรี่ เพราะยังลดขนาดลงไม่ได้ด้วยเทคโนโลยีที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน แต่อนาคตอันใกล้ คาดว่าจะมีแบตเตอรี่แบบใหม่ที่เล็กลงแต่จุได้เยอะขึ้น (ทำสำเร็จแล้วแต่ติดปัญหาเรื่องการผลิตจำนวนมาก และความคุ้มค่าทางอุตสาหกรรม))

4. สิ่งที่ด้อยกว่า iOS ยังไม่เจอที่มีนัยสำคัญเลย ทำได้ทุกอย่างเหมือนกันหมด แต่....มีสิ่งที่เหนือกว่ากันชัดเจนมากคือ....พระเอกตลอดการของ Note จะอะไรล่ะครับ ก็ Note Pen ไง ปากกาที่ทำได้หลายอย่าง นอกจากเขียนหน้าจอแล้วยังใช้เป็น Remote ได้ด้วย เช่น กดสั่งให้ถ่ายรูป เหมาะมาก เพราะไม่ต้องไปกดถ่ายรูปแบบตั้งเวลา เพราะกดถ่ายรัว ๆ ได้จากระยะไกล เช่นตั้งกล้องไว้ถ่ายรูปหมู่ เป็นต้น

และดีงามขึ้นเมื่อมีโหมดให้เขียนด่วนได้ คือยกมือถือขึ้นมา เสียเวลาแคะปากกาออกมา แล้วก็กดปุ่มครั้งนึง เขียนหน้าจอดำ ๆ ได้เลยทันที ถือว่าไวมากแล้ว ไว้จดอะไรด่วน ๆ ได้เป็นอย่างดี และสามารถเลื่อนหน้าในการจดได้มากกว่า 1 หน้า (คิดมารอบคอบดีมาก) แต่อย่าหาว่ายังงั้นยังงี้เลยนะครับ ผมใช้ iPad Pro 10.5"เขียนข้อความหรือบันทึกได้เมามันและจริงจังมาก แต่พอมาใช้ Note แล้วบอกได้เลยว่าเขียนบนหน้าจอ Note เนี่ย เรียกว่าเหมาะกับทำงานอะไรที่ไม่มาก เช่น จด Note ไม่เยอะ หรือดีงามสุดจะเป็นเรื่องของการ จับภาพหน้าจอมาเป็นรูปภาพ หรือเอารูปภาพจาก Gallery มาเขียนคำอธิบายใส่ไปในรูป เพื่อส่งต่อ ซึ่งเป็นฟีเจอร์เด็ดสำหรับพ่อค้าแม่ค้าทั่วราชอาณาจักรอย่างยิ่ง เพราะทำให้ชีวิตสะดวกขึ้นเยอะ

หรือจะเป็นเจ้านายตรวจงานแล้ว ถ่ายรูปปุ๊บ ก็วง ๆ เขียน ๆ คำอธิบายแล้วรีบส่ง Line หรืออีเมล ไปบอกลูกน้อง หรือลูกค้าได้เลยว่า ตรงไหนจะให้ทำยังไง แก้ไยังไง หรืออธิบายว่าอะไรบ้าง ตรงนี้เองที่ iPhone ทำไม่ได้ และไม่คิดว่าจะทำได้เลยไปอีกยาวนาน ส่วนจะใช้ iPad Pro มาทำงานก็ไม่สะดวกทั้งในด้านการพกพา หรือด้วยขนาดเครื่องที่ใหญ่ และการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งถ้าไม่ได้ใช้รุ่น Cellular ก็ต้องไปต่อกับ wifi จากมือถือ หรือจากระบบซักที่ก่อน แล้วถึงจะส่งข้อมูลออกไปได้

นอกจากนี้ยังมีแอปที่ติดมากับเครื่อง Note คือ แอป PENUP ซึ่งดีงามตรงที่เวลาเบื่อ ๆ เครียด ๆ เซ็ง ๆ หรือมีอารมณ์ติ๊ด ก็เปิดแอปขึ้นมาแล้วก็วาดรูปตามที่มันแนะนำ ทั้งมีให้ระบายสีรูปด้วย ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร และแอบคิดว่าดูไร้สาระ แต่พอได้ลองใช้จริงกลับพบว่า เออ..มันก็ดีนะ สนุกดี ทำให้เราหยุดคิดยึดติดกับอะไรบางอย่างแล้วมาพักสมอง ทำอะไรด้านศิลปะบ้าง ก็ช่วยให้สบายใจมากขึ้น สมาธิดีขึ้น ไม่ค่อยฟุ้ง แนะนำอย่างยิ่งตอนไปโกรธหรือไม่พอใจอะไรมา จะช่วยท่านได้มาก (บางทีถึงกับวาดรูปคนหรืองานที่ไม่โอเคแล้วก็ระบายในรูปได้ด้วย 555+ สะใจแล้วก็ลบทิ้งแบบขำขำ)

5. อีกสิ่งหนึ่งที่ iOS ไม่มีคือ Widget (แอปในรูปแบบย่อที่แสดงผลอยู่บนหน้าจอเลย ไม่ต้องเปิดแอปก่อนเพื่อใช้งาน) ซึ่งขอแยกพูดถึงต่างหาก เนื่องจากจะว่าไปไม่มีก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่ถ้ามีก็สะดวกขึ้นบ้าง ไม่ต้องเปิดโปรแกรมขึ้นมาเพื่อเช็คข้อมูล ซึ่ง Widget ที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ก็เช่น Calendar, Mail หรือ Clock & Weather เป็นต้น ส่วนนี้คิดว่า iOS ไม่มีทางทำให้มี (แม้ว่าเรื่อง Widget นั้นมีมานานมากใน Apple Mac OS ก่อน Andorid จะจุติด้วยซ้ำ หรือจะอีกระบบที่ตายไปแล้วคือ Windows Phone OS ก็มีมานานมากแล้ว


6. นี่ก็อีกสิ่งหนึ่ง เป็นอย่างที่ 3 ละที่ iPhone ไม่มีคือ การใส่ได้ 2 Sim หรือเพิ่มเติมหน่วยความจำภายนอกได้ (จริง ๆ หลายเจ้าก็ไป 3 ถาดกันละครับ ที่ใส่ได้ 2 Sims + 1 Micro SD แยกต่างหาก อันนี้น่าผิดหวังมาก เพราะ Samsung เอง รุ่น A8 รุ่นถูกกว่ามาก ก็ยังทำได้เลยตั้งแต่ปีก่อน พอเป็นตัวธงทำไม่ได้ซะอย่างนั้น T_T ) หรือจะเป็นการตลาดที่ Samsung กลัวขายตัวความจุ 512GB ไม่ออก แบบต้องเลือกเอาว่าจะเลือก Sim หรือเลือก Sd-Card รู้สึกโดนเอาเปรียบอย่างแรง แบบเลือกปฏิบัติ 555+

ปัญหาเรื่อง sim นี่จริง ๆ ยุคนี้แล้วก็ควรเป็นแบบ e-sim กันหมดได้แล้วนะครับ แบบเข้าไปตั้งค่าเองในระบบออนไลน์แต่ละค่ายได้ (คนใช้ก็จะต้องมีความรู้หน่อย) แต่ sim แบบเดิมที่เป็นแผ่น ก็สะดวกตอนเปลี่ยนมือถือซึ่งทำได้เองแบบง่าย ๆ ไม่ต้องไปแจ้งศูนย์บริการ หรือไปทำในระบบอะไรให้วุ่นวาย อันนี้นานาจิตตังครับ ผมรู้สึกเฉย ๆ แบบไหนก็ดีหมดล่ะ

ปล. ส่วน iPhone XS Max จริง ๆ มี 2 Sims คือ ซิมจริง ๆ เป็นแผ่น + e-Sim เป็นซิมที่อยู่ในระบบเครื่อง ซึ่งจะผูกกับเครื่องไปเลยแบบเมืองนอก แต่ก็ย้ายเครื่องได้นะ (ซึ่งในไทยเปิดใช้บริการได้ทุกค่ายแล้วครับ อารมณ์เดียวกับ Apple Watch รุ่น Cellular) เว้นเวอร์ชันเมืองจีน ที่ถาด Sim ใส่ได้สองซิมหน้าหลังประกบกันทำให้ถาดยาวเท่าเดิม ประเทศอื่นอดนาจา และ Apple ไม่เคยมีนโยบายให้เพิ่มความจุหน่วยความจำภายในมือถือมาตั้งแต่รุ่นแรกแล้ว T_T

7. สิ่งที่ยังหลงเหลือ ที่ Apple เอาออกไปแล้ว คือ ตัวแสกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner) ที่ย้ายตำแหน่งไปมา รุ่นนี้ย้ายมาอยู่ถูกที่แล้วก็ใช้งานง่ายขึ้น และยังมีระบบแสกนใบหน้าและดวงตา (Iris Scan) อยู่ครบ เรียกว่า Security ครบเครื่องเลย อยาก Unlock เครื่องแบบไหนเลือกได้หมด แต่....ชาวบ้านเค้าทำ sensor แสกนไว้ใต้จอได้แล้วปีนี้ Samsung ก็คงตามทันละ ส่วนปุ่มกดด้านข้าง พวกปุ่มเปิดปิด และเพิ่มลดระดับเสียง ก็มีบางเจ้ามีข่าวออกมาแล้วว่าจะเปลี่ยนไปใช้เป็นแบบสัมผัส ผมก็ว่าเท่ห์ดี แต่อาจมีปัญหากับการใส่เคส (แบบปุ่มกดผ่านเคสได้ง่าย) ถ้าสัมผัสเคสคงต้องเจาะรูไว้ให้ (บางเจ้าถึงกับออกแบบไม่ให้มีรูและปุ่มต่าง ๆ หลงเหลืออยู่เลย แบบเครื่องเนียนกริป ลองหากันดูครับปีนี้อาจจะมาให้เห็นแล้ว)

8. ปัญหาในการย้ายจาก iOS มา Android โดยเฉพาะ Note9 บอกเลยว่า อันนี้ Samsung สอบผ่าน เพราะมีโปรแกรม Switch App ของ Samsung เอง ที่แค่เสียบสายจาก iPhone (usb to lightning) มายัง Samsung โดยใช้ตัวแปลง (usb to usb type-c) ที่ Samsung แถมมาให้ในกล่อง ก็สามารถถ่ายโอนข้อมูลพื้นฐานมาจาก iPhone ได้พอสมควร ทั้งรูปภาพ contact account หลัก และอื่น ๆ รวมถึงมีความดีงามขนาดมีแนะนำ App เดียวกันที่มีบน App Store (iOS) ที่ลงไว้ในเครื่องของเรา ว่ามีอยู่บน Play Store (Android) ให้เราโหลดด้วย เพื่อจะได้ใช้แอปเดียวกันได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้รู้สึกว่าเป็นตัวช่วยที่ดีมาก ๆ รายละเอียดลองดูตามเว็บนี้ละกันครับ

https://www.samsung.com/au/support/mobile-devices/how-to-transfer-content-from-ios/

ส่วนบางแอปยอดฮิตเช่น Line Chat หรือ Whatsapp หรืออื่น ๆ ไม่ต้องพูดถึงย้ายข้าม Platform ไม่ได้จ้า แต่ก็มีแอปในเน็ตที่เคลมว่าทำได้ แต่ต้องเสียเงินซื้อแอปมาติดตั้งบนคอม PC/Mac ซึ่งราคาสูงอยู่ ก็หลักเกือบพันถึงหลายพัน ซึ่งผมคิดว่ายังไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ (อย่าง iOS มีให้ Backup ก็อยู่บน iCloud เท่านั้น เอาออกมาไม่ได้) อันนี้เป็นปัญหาที่ผมเข้าใจว่าการที่ผู้ให้บริการแอปไม่ทำเพราะติดปัญหาหลายประการ ทั้งเรื่อง Policy และอื่น ๆ ซึ่งผมคิดว่าสำคัญและไม่สามารถมองข้ามได้ จึงกลายเป็นข้อจำกัดแบบนี้ คืออยากให้คนใช้มองในแง่อื่นบ้าง ไม่ใช่คิดแต่ว่าทุกอย่างต้องได้ ต้องง่ายไปหมดเป็นต้น บางอย่างอาจเป็นที่นโยบายฝั่ง Platform เองซึ่งแอปก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งที่อาจจะอยากทำให้ง่ายขึ้น เป็นต้น

มีสิ่งเดียวที่รู้สึกขัดใจเป็นที่สุดของที่สุดคือ Mail App ที่ทำไมหาทั่ว Play Store แล้วก็ไม่มีตัวไหนหน้าตาเหมือนใน mail ใน iOS เลย (ไม่รู้ติดลิขสิทธิ์ขนาดนั้นหรือไง ความเห็นส่วนตัวคิดว่าไม่น่าใช่) ปัญหาคือ ผมมีอีเมลหลาย account แล้วอยากให้มันแสดงสรุปทุก account ว่าชื่ออะไร และมีอีเมลใหม่เท่าไหร่ แต่ใน Android มันจะมีแค่ icon แต่ไม่มีชื่อ แล้วก็ไม่มีหน้า account list อยู่ด้วยกัน ผมจะต้องคลิกเลือกทีละ icon account เพื่อดูว่ามีอีเมลใหม่เท่าไหร่ ซึ่งรู้สึกรำคาญมากมาย (อันนี้ลองไป search google ก็มีหลายคนเป็นเหมือนกัน คืออยากได้แอปที่หน้าตาเหมือน iOS ซึ่งไม่เคยมีมาตั้งนานแล้ว จริง ๆ ผมเคยเจอแอปที่คล้ายแต่ก็เลิกทำไปนานแล้ว)

(นี่ก็จะแอบเซ็ง ๆ เรื่องการโยนไฟล์ไปมาที่ใช้ Airdrop ไม่ได้ละจากมือถือ ต้องไปใช้ผ่าน Google Drive แทนซึ่งก็ลำบากกว่าพอสมควร เพราะต้องมี Internet ตลอดเวลา เพราะต้อง upload ขึ้นไปบน Gdrive ก่อนแล้วค่อย download ลงมา วิธง่ายกว่านี้ก็มีลงแอปเพิ่มเครื่องคอมและมือถือ ใช้แทน Airdrop แต่รู้สึกวุ่นวาย เลยลองใช้แบบนี้ไปก่อนนะกัน)

9. เป็นปัญหาของผมเองที่มี Apple Watch (verion 1) ที่ยังไม่พังซักที ทนทานมาก แบตก็ปกติดีอยู่ ได้มาตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว คิดดูสิครับ กี่ปีแล้ว ของเค้าดีจริง (อุ๊ย ลืมตัว งานนี้มาขาย Samsung) ปัญหาคือ Apple Watch ไม่สามารถ Sync กับ Android ได้ (จะอัพเดท WatchOS ก็ไม่ได้ จะคุยกันก็ไม่ได้) ไม่เหมือนพวก Android Wear หรือ นาฬิกาของ Samsung เอง อันนี้ก็เข้าใจได้ในจักรวาลของ Apple ไม่มีมือถือยี่ห้ออื่นอาศัยอยู่ นอกจาก Accessories ประกอบ ซึ่งปัญหานี้ก็จะมีไปอีกยาว ๆ ถ้ายังใช้ Apple Watch ทางแก้ก็คือไปหายี่ห้ออื่นมาใช้แทน (ถ้าขาย iPhone ไปแล้วก็คงต้องขายตาม หรือบริจาคให้คนใกล้ตัว) 555+

ปล. ส่วนสิ่งที่ไม่ต้องพูดถึงแล้วสำหรับเรือธงคือ เรื่องความเร็วสารพัดด้าน ตั้งแต่ cpu-ram-wifi-4G-LTE... ไม่ได้ต่างกันเลยครับ รวมถึงความรู้สึกถึงความพรีเมียมทั้งวัสดุและการออกแบบอื่น ๆ สูสีกันหมดครับ



วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เมื่อ Google Map แนะนำเส้นทางผิด เส้นทางอ้อม ไม่ตรงตามถนนจริง จะทำอย่างไรดี ?



เคยไหมครับที่ผมบางที หลายที หรือทุกที จากบ้านคุณไปซักแห่ง หรือจากซักแห่งไปซักแห่ง (ชักเริ่มจะงง ๆ) เอาเป็นว่า Google Map แนะนำเส้นทางผิด ทำให้คนที่มาหาคุณ​ต้องเดินทางอ้อม เป็นต้น

ผมเจอกับตัวเองจัง ๆ กับการทีต้องใช้ Application Grab เพื่อเรียกบริการ Grab Bike เพื่อไปทำงานเพราะถนนหลักหน้าปากซอยบ้านสร้างรถไฟฟ้า ทำให้การจราจรติดขัดขั้นสาหัส ขืนขับรถไปเองจะต้องออกเร็วมาก หรือถ้าออกผิดเวลาจะต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้นจากปกติมาก แล้วเกี่ยวอะไรกับ Google Map ใช่ไหมครับ

คือยังงี้ ปกติคนขับ Grab Bike จะมาหาเราโดยดูเส้นทางจาก Google Map ถึงแม้จะรู้ทางมาแต่จากที่ได้รับแจ้งจากคนขับ Grab ก็ได้ข้อมูลว่า บริษัทพยายามบังคับให้รถวิ่งในเส้นทางของ Google Map เท่านั้น ห้ามออกนอกเส้นทาง ไม่เช่นนั้นอาจมีบทลงโทษ เช่น ตัดสัญญาณ...​เป็นต้น ซึ่งผมก็ไม่ได้ฟังมาละเอียดนัก ดังนั้น แม้ว่าคนขับบางคนรู้เส้นทางที่ถูกต้องก็ต้องไปตามทางที่ Google Map บอก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันอ้อม (น่าแปลกใจดี)

แต่....จะมีคนขับที่ไม่ได้อยู่แถวบ้านเรา หรือไม่รู้เส้นทาง แล้วเชื่อตาม Google Map ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่เลยล่ะ (เดาเอาว่า 90%) ต้องพลาดท่าเสียทีให้กับเส้นทางผิด ๆ แล้วมารับคุณช้าลงไปอีกหลายนาที หรือมานั่งทะเลาะกับคุณเรื่องไม่เป็นเรื่องว่าทำไมมาอ้อม หรือว่าคุณต้องโทรบอกคันขับเมื่อเห็นว่า เค้าหลงไปทางไหนแล้วนี่

หรือจะเป็นเหตุการณ์อื่น ๆ เช่น เพื่อนเดินทางไปบ้านคุณตามพิกัดที่คุณให้ไปใน Google Map แล้วหลง (ไปทางอ้อม) เป็นต้น ผมว่ามันคงไม่ดีแน่ ๆ ....ว่าแต่เราจะทำอะไรได้บ้างกับเหตุการณ์นี้  สิ่งที่เราทำได้มีดังนี้ครับ

เราต้อง Report สิ่งที่ผิดบน Google Map ให้กับทาง Google ทราบครับ เพราะปกติทาง Google ก็จะใช้ Algorithms สารพัดในการคำนวณเส้นทางแบบอัตโนมัติให้กับเรา ดังนั้นไม่แปลกที่จะมีข้อผิดพลาดได้บ้าง ยิ่งถนนปราบเซียนอย่างเมืองไทยแล้วด้วย 555+


ต้องบอกก่อนว่าเราสามารถแจ้ง Google ได้ทางเดียวเท่านั้นคือ ผ่าน Computer ครับ ไม่สามารถทำใน iOS หรือ Android ได้ครับ หมดสิทธิ์ >_<

ขั้นตอนการ Report มีดังนี้ครับ

  1. On your computer, open Google Maps.
  2. Click Directions Directions.
  3. Enter the starting point and destination for the route for which your directions were wrong.
  4. On the left, click on a route description for step-by-step directions.
  5. In the bottom right of the map, click Send feedback.

Note: If you're using Maps in Lite mode, you can't report wrong directions.

หรือจะเข้าตาม Link นี้เลยก็ได้ครับ:: https://support.google.com/maps/answer/6194894?hl=en&co=GENIE.Platform%3DDesktop&oco=1

เวอร์ชันภาษาไทย (ไม่ได้แปลและเรียงตรงกับเวอร์ันภาษาอังกฤษก่อนหน้า แต่พยายามจะอธิบายให้มีรายละเอียดมากขึ้น)


     1)  เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วเปิดเว็บเบราวเซอร์ จะเป็น Edge/IE, Google Chrome, Safari, Firefox ... ได้หมด

     2)  จากนั้นให้เข้าเว็บ https://www.google.com/maps หรือ maps.google.com ก็ได้
เลือกเส้นทาง ที่ต้องการจะไป มีจุดเริ่มต้น กับ จุดหมายปลายทาง ที่สามารถแสดงให้เห็นเส้นทางที่ผิดพลาดได้ (ก็เราจะรายงานความผิดพลาด ก็ต้องไปเส้นที่มันผิดสิ จริงมะ)







   3)  เมนูซ้ายมือให้คลิก เลือก เสต็ปที่เส้นทางเริ่มผิดพลาด (หาให้เจอ ไม่ยาก อาจไล่กดลงมาทีละเสต็ปจนกว่าจะเจอก็ได้ ระหว่างกดเส้นทางบนแผนที่ก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย)










    4)  มองหาด้านล่างขวาของแผนที่ หาคำว่า "ส่งข้อเสนอแนะ" (สำหรับเว็บที่แสดงผลภาษาไทยจะขึ้นคำนี้เป๊ะเลยครับ) เป็นตัวหนังสือเล็ก ๆ อยู่ติดกับขอบล่างของหน้าต่างเว็บเบราวเซอร์เลย






















      5)  จะมีข้อความขึ้นมาในแถบด้านซ้ายว่า "รายงานปัญหา" และในขั้นตอนการเดินทางย่อยจะมีรูปธง สีเทาปรากฏขึ้น




      6). เมื่อกดเลือกที่ธงสีเทา ในขั้นตอนที่เริ่มมีการแนะนำเส้นทางที่ผิด จะมีตัวเลือกปรากฏด้านล่างให้เลือกหลายหัวข้อ ถ้าคิดว่าหัวข้อไหนตรงก็เลือกตามนั้น แต่ถ้าไม่มีหัวข้อใดตรงให้เลือกข้อสุดท้าย 




      7)  ลองเลือกหัวข้อสุดท้ายดู จะเห็นว่ามีกล่องให้ใส่ข้อความคำอธิบายเพิ่มเติม ซึ่งสามารถใส่เป็นภาษาไทยได้ เมื่อใส่ข้อมูลเสร็จแล้วก็กด ส่ง




ก็เป็นอันจบพิธี จะมีข้อความขึ้นมาว่าขอบคุณที่ส่งคำแนะนำ จากนั้นก็สวดมนต์ภาวนา...ไม่ใช่ละ ก็แค่รอแบบแอบมีหวังว่า เส้นทางที่ผิดจะถูกแก้ไขให้ถูกต้องในเร็ววันครับ เราทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ละ นี่ก็เป็นคนดี ที่ช่วยสละเวลารายงานความผิดพลาดไปละ (จริง ๆ แล้วได้ประโยชน์กันทุกฝ่ายครับ)

ปล.​ หลังจากที่แจ้งไปได้ซักพัก (หลักสองสามเดือน) ก็เห็นผลเลยครับ ตอนนี้เส้นทางถูกต้องละครับ




วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561

การทำรูปหลายรูป ให้กลายเป็น pdf ไฟล์เดียว ใน iPhone / iPad / iOS วิธีง่าย ๆ ก่อนส่งต่อ

หลายคนอาจมีความจำเป็นต้องแสกนรูปเอกสารเก็บไว้ แล้วอยากทำให้เป็น pdf ไฟล์เดียว เพื่อให้สะดวกในการส่งเอกสารต่อ เช่น ส่งอีเมล หรือเก็บไว้ใน online storage หรือ อื่น ๆ วิธีการทำแบบไม่ต้องพึ่งพา app อื่น ใช้แค่ app ที่มากับเครื่องก็ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ลองทำตามกันดูเลยละกัน

Step 1: เปิด app Photo ในเครื่อง แล้วเลือกรูปที่ต้องการทำเป็น pdf ไฟล์ เลือกกี่รูปก็ได้ตามที่ต้องการ แต่ต้องเลือกอย่างมีลำดับว่าจะให้รูปไหนอยู่ก่อนหลัง



Step 2: คลิกคำว่า Select มุมขวาบน แล้วเลือกรูปทีต้องการ ***ตามลำดับ***
Step 3: คลิกเลือกปุ่ม Share ด้านล่างซ้ายมือ ดังรูป จะมีเมนูให้เลือกแชร์ใน Step 4



Step 4: คลิกเลือก Save PDF to Books 



Step 5: มี 2 ทางเลือก
(1) เลือก < ถอยกลับ เพื่อไปยังหน้าหลักของ App Book
(2) เลือกที่สัญลักษณ์แชร์ เพื่อแชร์ทันที



Step 6: ที่เลือกมาจาก Step 5 ทางเลือก (2) จะมีให้เลือกแชร์แค่ Mail กับ Print เป็นหลัก



Step 6: ที่เลือกมาจาก Step 5 ทางเลือก (1) จะมาหน้าหลักของ App Book
Step 7: ให้เลือกที่สัญลักษณ์ ... (จุดสามอัน) เพื่อแสดงตัวเลือกที่มีทั้งหมด ใน Step 8



Step 8: เลือก Rename เพื่อเปลี่ยนชื่อไฟล์จากเดิมที่ตั้งให้เริ่มต้นอัตโนมัติว่า Untitiled 1 เมื่อเลือกแล้วจะปรากฏหน้าต่างให้ใส่ชื่อไฟล์ใหม่ใน Step 9



Step 9: เปลี่ยนชื่อไฟล์ตามต้องการ เสร็จแล้วกด Rename ก็เรียบร้อย จากตัวอย่างใน Step 10 ตั้งชื่อไฟล์ใหม่ว่า Photo2PDF



Step 10: กลับไปเลือกเหมือน Step 6 แต่เปลี่ยนจากเมนู Rename เป็น  Share PDF เพื่อแชร์ไฟล์ที่เราสร้างขึ้น จะปรากฏหน้าต่างตัวเลือกใน Step 11



Step 11: เลือกตามใจชอบว่าอยากแชร์ไฟล์ pdf ช่องทางไหน



จบแล้วครับ เรื่องง่าย ๆ ที่คุณก็ทำเองได้ไม่ยาก





วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Hello World!

ได้ฤกษ์งามยามดีที่จะเปิดตัว Blog ซักที หลังจากคิดและบอกกับคนรอบตัว ว่าจะทำมาหลายทีตั้งนานแล้ว 555+